เมดดิไซน์ (อัจจิมา สหคลินิก)
— แพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา —
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ผ่าตัดผิวหนัง มะเร็งผิวหนังและเลเซอร์ผิวหนัง

โทรศัพท์ : 0-2954-9440
Hot Line : 089-900-6100
Line : @medisci
———————————————————————————–
• Facebook : https://www.facebook.com/Medisci
• Web site : https://www.mediscicenter.com
• E-mail : medisci.center@gmail.com
•Twitter : https://www.Twitter.com/Medisci

การเลือกรับประทานอาหารเสริมกลุ่มน้ำมันปลา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อาหารเสริมกลุ่มโอเมก้า 3” ควรจะดูที่ปริมาณสารออกฤทธิ์ของตัวโอเมก้า 3 นั้นเป็นหลัก หากลองพลิกฉลากของอาหารเสริมกลุ่มน้ำมันปลาเหล่านี้ดู จะเจอสารออกฤทธิ์สำคัญ 2 ตัวด้วยกัน คือ EPA ( อีพีเอ ) และ DHA ( ดีเอชเอ )
สารออกฤทธิ์ตัวแรกที่ชื่อว่า “EPA ( อีพีเอ )” จะเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกายเป็นหลัก ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ช่วยลดปริมาณไขมันเลวในเลือด และมีส่วนช่วยในการป้องกันความเสี่ยง ของการเกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน รวมถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ
ในขณะที่สารอีกตัวหนึ่ง ก็คือ “ DHA ( ดีเอชเอ ) ตัว DHA จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายโดยเฉพาะในเซลล์สมองแล้วก็เซลล์ประสาท ดังนั้น DHA จึงเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยซ่อมแซม แล้วก็พัฒนาสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและทารก
ขนาดปริมาณในการรับประทาน หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี อยากที่จะทานเพื่อบำรุงร่างกาย อาจจะเลือกทานโดยดูให้ปริมาณของ EPA+DHA ต่อวัน อยู่ที่ประมาณ 250 ถึง 500 mg แต่ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องของโรคเรื้อรัง ทั้งโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง หรือว่าในคนที่มีปัญหาเรื่องของผื่นภูมิแพ้เรื้อรังต่าง ๆ ให้เลือกทานในปริมาณของ EPA + DHA ต่อวัน 1000 mg หรือว่าอาจจะมากกว่านั้นได้ตามที่แพทย์สั่ง
นอกจากนี้ หากคุณเป็นคนที่ต้องการผลในเรื่องของการลดการอักเสบในร่างกายเป็นหลัก ต้องการดูแลในเรื่องของเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือด อาจจะเลือกเน้นอาหารเสริมกลุ่มน้ำมันปลาที่มีปริมาณของ EPA มากกว่า DHA ในขณะที่ถ้าเกิดว่าเป็นคนในกลุ่มที่เป็นหญิงตั้งครรภ์หรือว่าหญิงที่ให้นมบุตรหรือว่าในกลุ่มเด็กที่ต้องการทานเพื่อบำรุงสมอง ก็อาจจะเน้นอาหารเสริมน้ำมันปลาในกลุ่มที่มีสารออกฤทธิ์ตัว DHA เป็นหลักค่ะ